
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายตายเกิดเป็นวิสสชน พราหมณ์ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด อาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี มีบุตรสามคนคือ ปัณฑิตะ, วิสสชน และอุคคะ โดยปัณฑิตะเป็นบุตรคนโต ซึ่งต่อมาได้สืบทอดวิชาความรู้จากบิดา และมีความสามารถโดดเด่นเป็นที่เลื่องลือ
วันหนึ่ง เมื่อวิสสชนพราหมณ์เริ่มชราภาพ เขาจึงเรียกบุตรทั้งสามมาสั่งสอน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติปัญญา และการดำรงตนให้อยู่ในธรรม
"ลูกเอ๋ย ชีวิตนี้สั้นนัก จงอย่าประมาทในการสร้างสมบุญบารมี และจงใช้ปัญญาของเจ้าให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น จงจำไว้ว่า แม้ทรัพย์สินเงินทองจะมากมายเพียงใด ก็ไม่เท่ากับปัญญาที่ติดตัวเราไปได้ชั่วกาลนาน"
หลังจากวิสสชนพราหมณ์สิ้นชีวิต ปัณฑิตะผู้เป็นบุตรคนโต ได้รับมรดกทรัพย์สมบัติทั้งหมด แต่เขากลับไม่ได้หลงระเริงในกองเงินกองทอง ตรงกันข้าม เขายังคงศึกษาเล่าเรียน และบำเพ็ญตนอยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม
ขณะที่สองน้องชาย คือ วิสสชน และอุคคะ กลับใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักประมาณตน พวกเขาทุ่มเททรัพย์สมบัติไปกับการเสเพลและสิ่งไร้สาระ จนทรัพย์สินที่ได้รับจากบิดาค่อยๆ หมดสิ้นไป
วันเวลาล่วงเลยไป วิสสชนและอุคคะก็พบว่าตนเองตกยาก ไร้ที่พึ่ง พวกเขานึกถึงคำสั่งสอนของบิดา จึงเดินทางไปหาปัณฑิตะผู้เป็นพี่ชาย เพื่อขอความช่วยเหลือ
เมื่อปัณฑิตะเห็นสภาพของน้องชาย ก็อดสงสารไม่ได้ เขาจึงต้อนรับขับสู้ และให้ที่พักพิงแก่ทั้งสอง
"พี่ทราบดีถึงความลำบากของน้องทั้งสอง ไม่เป็นไร พี่จะดูแลพวกเจ้าเอง แต่พี่ขอเตือนสติว่า การใช้จ่ายอย่างมีสติ และการเก็บออมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง"
ปัณฑิตะพยายามอบรมสั่งสอนให้น้องชายกลับตัวกลับใจ แต่ด้วยนิสัยที่เคยชินกับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ วิสสชนและอุคคะก็ยังคงไม่สำนึก
วันหนึ่ง ปัณฑิตะได้ให้เงินแก่น้องชายทั้งสองจำนวนหนึ่ง พร้อมกับสั่งสอน
"จงนำเงินนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ จงรู้จักประมาณตน และจงอย่าได้หลงระเริงในอบายมุขอีกเป็นอันขาด"
แต่แล้ว ทั้งวิสสชนและอุคคะก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ทรัพย์สมบัติที่ปัณฑิตะให้มาก็หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็วเช่นเคย
เมื่อปัณฑิตะเห็นดังนั้น ก็รู้สึกสลดใจ เขาจึงปรึกษากับภรรยา
"ท่านภรรยา น้องทั้งสองของเรานี้ ไม่มีวี่แววว่าจะกลับตัวกลับใจเลย หากปล่อยไว้เช่นนี้ พวกเขาจะต้องเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก"
ภรรยาของปัณฑิตะเป็นหญิงผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด นางตอบว่า
"ท่านสามี หากจะให้เขาสำนึกจริงๆ เราต้องหาวิธีที่เฉียบขาดกว่านี้เพคะ"
เมื่อได้ฟังคำแนะนำของภรรยา ปัณฑิตะก็คิดแผนการณ์บางอย่างขึ้นมา เขาจึงเรียกวิสสชนและอุคคะมาพบ
"น้องทั้งสอง พี่จะให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พี่จะให้ทรัพย์สินจำนวนหนึ่งแก่พวกเจ้า แต่มีเงื่อนไขว่า พวกเจ้าจะต้องนำไปลงทุนในการค้าขาย และหากค้าขายได้กำไร พวกเจ้าจะต้องแบ่งให้พี่ครึ่งหนึ่ง"
วิสสชนและอุคคะเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่ดี จึงตอบตกลง
วันรุ่งขึ้น ปัณฑิตะได้มอบทรัพย์สมบัติจำนวนมากให้แก่น้องชายทั้งสอง และอธิบายถึงวิธีบริหารจัดการเงินทอง รวมถึงแนวทางการลงทุนในเส้นทางการค้า
วิสสชนและอุคคะนำทรัพย์สมบัติไปเริ่มต้นธุรกิจตามที่ปัณฑิตะแนะนำ พวกเขาตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้สำเร็จ
ในช่วงแรก การค้าขายก็เป็นไปด้วยดี พวกเขาได้กำไรมาบ้าง แต่ด้วยความที่เคยชินกับชีวิตที่สบาย พวกเขาก็ยังคงแอบนำเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่ดี
เมื่อถึงกำหนดที่ต้องแบ่งกำไรให้ปัณฑิตะ วิสสชนและอุคคะก็พยายามปกปิด และให้เหตุผลต่างๆ นานา
"พี่ใหญ่ ขออภัยด้วย วันนี้ผลประกอบการไม่ดีเท่าที่ควร ข้าพเจ้าจึงไม่มีกำไรมากพอจะแบ่งให้ท่านเลย"
ปัณฑิตะเมื่อได้ฟังก็รู้เท่าทันที เขารู้ว่าน้องชายยังคงโกหก
ในวันต่อมา ปัณฑิตะจึงวางแผนการขั้นเด็ดขาด เขาเดินทางไปยังตลาด และแอบสังเกตการณ์การค้าขายของน้องชาย
เมื่อเขาเห็นวิสสชนและอุคคะกำลังนำเงินไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในโรงสุรา ปัณฑิตะก็ทนไม่ไหว
เขาจึงเดินเข้าไปหาน้องชายทั้งสอง
"วิสสชน อุคคะ! พวกเจ้าทำอะไรกัน! พี่ให้ทรัพย์สินแก่พวกเจ้า เพื่อให้นำไปลงทุนในการค้า ไม่ใช่ให้มานั่งดื่มสุราเสียเงินเสียทองเช่นนี้!"
วิสสชนและอุคคะตกใจมาก เมื่อเห็นปัณฑิตะปรากฏตัว
"พี่ใหญ่! ขะ...ข้าพเจ้า... คือว่า..."
ปัณฑิตะมองหน้าน้องชายทั้งสองด้วยความผิดหวัง
"พี่ได้ให้โอกาสพวกเจ้ามาหลายครั้งแล้ว แต่พวกเจ้าก็ยังคงไม่รู้จักสำนึก พวกเจ้าไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองเลย พี่จะให้ทรัพย์สินแก่พวกเจ้าอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ จะไม่มีการแบ่งกำไรอีกต่อไป พี่จะให้พวกเจ้าไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต และพี่จะขอพักผ่อนจากการต้องคอยดูแลพวกเจ้าอีกต่อไป"
จากนั้น ปัณฑิตะก็มอบเงินจำนวนหนึ่งให้แก่น้องชาย และกล่าวลา
วิสสชนและอุคคะเมื่อได้รับเงิน ก็กลับไปใช้ชีวิตตามเดิม และในที่สุด พวกเขาก็พบว่าตนเองตกอยู่ในสภาพที่แย่กว่าเดิมเสียอีก
ในขณะที่ปัณฑิตะผู้มีปัญญา ก็ยังคงดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย และเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในเมืองพาราณสี
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีปัญญาและรู้จักประมาณตนในการใช้จ่าย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต ผู้ที่ไม่รู้จักสำนึกในความผิดพลาดของตนเอง และยังคงดำเนินชีวิตในทางที่ผิด ก็ย่อมประสบกับความเดือดร้อนและล่มจมในที่สุด
พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญ ปัญญาบารมี ด้วยการเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด แก้ปัญหาด้วยเหตุผล และรู้จักสั่งสอนผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง
— In-Article Ad —
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีปัญญาและรู้จักประมาณตนในการใช้จ่าย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต ผู้ที่ไม่รู้จักสำนึกในความผิดพลาดของตนเอง และยังคงดำเนินชีวิตในทางที่ผิด ก็ย่อมประสบกับความเดือดร้อนและล่มจมในที่สุด
บารมีที่บำเพ็ญ: พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญ ปัญญาบารมี ด้วยการเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด แก้ปัญหาด้วยเหตุผล และรู้จักสั่งสอนผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง
— Ad Space (728x90) —
538มหานิบาตการรักษาคำพูดณ กรุงราชคฤห์ มีกษัตริย์ผู้ทรงธรรมนามว่า พระเจ้าอชาตศัตรู วันหนึ่ง พระองค์ทรงมีพระราชดำ...
💡 การรักษาคำพูดเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้เราได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น
29เอกนิบาตกษัตริย์ผู้ไม่ทรงรังเกียจคนบาปณ แคว้นสุรเสนา อันเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองยิ่งนักปกครองโดยพระเจ้าสุรเส...
💡 ความเมตตาและการให้โอกาสย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี
194ทุกนิบาตสิงคาลชาดกณ นครอันรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง มีคหบดีผู้หนึ่งนามว่า 'สิงคาละ' เขาเป็นคนร่ำรวย มีทรัพย์สินเงิน...
💡 การกระทำที่แท้จริงย่อมสำคัญกว่าการแสดงออกภายนอก การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพรักและความจริงใจ คือหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต และการทำบุญกุศลจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง.
82เอกนิบาตติวิชชาดก ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์อันมั่งคั่ง เพียบพร้อมด...
💡 การใช้ปัญญาและความรู้ที่ได้รับมานั้น หากปราศจากคุณธรรมและความเมตตา จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย และก่อให้เกิดผลร้ายแก่ตนเองและผู้อื่น
170ทุกนิบาตสัญชปนชาดก (เรื่องนกแขกเต้า) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าหิมพานต์อันอุดมสมบูรณ์ ที่ซึ่งมีพฤกษชาติอั...
💡 การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตา แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ก็อาจนำพาซึ่งความดีงามกลับคืนมาได้ในยามที่เราต้องการ และการตอบแทนบุญคุณด้วยความพยาบาท ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน และเป็นการทำลายคุณธรรมอันดีงาม
197ทุกนิบาตสุมังคลชาดกนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงเสวยพระชาติเป็น 'สุมังละ' โหราจารย์ผู้มีชื่อเสียง...
💡 ภัยอันตรายที่แท้จริง อาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่คือความประมาทและความเกียจคร้าน ที่จะนำมาซึ่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่า
— Multiplex Ad —